Loading...

Popular Posts

Tuesday, April 23, 2013

สมุนไพรที่สามารถนำมาทำอาหารได้


สมุนไพรที่สามารถนำมาทำอาหารได้

อาหารไทยมีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษในเรื่องการผสมผสานทางคุณค่าอาหารและสรรพคุณทางยาเพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพสูงสุดทั้งในแง่การป้องกันและการบำรุงรักษา ในปัจจุจบันอาหารไทยกำลังได้รับความนิยมระดับนานาชาติ มีร้านอาหารไทยจำนวนมากเปิดในเมืองใหญ่ต่างประเทศ เช่น ลอสแอนเจลลิสและนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษและเมืองต่างๆ อีกมากมาย

กรรมวิธีในการจัดเตรียม ประกอบ ตกแต่งอาหารไทยให้อร่อยต้องเริ่มต้นด้วยความพิถีพิถันในการเลือกซื้อเครื่องปรุงที่สดใหม่ จัดเก็บเพื่อรอนำไปประกอบอาหารด้วยวิธีที่ถูกต้อง วัตถุดิบในส่วนของพืชผักและสมุนไพรที่ใช้ในการทำอาหารไทยมีหลากหลายประเภทและพืชผักสมุนไพรที่ใช้ในการปรุงอาหารซึ่งพืชผักและสมุนไพรไทยที่เป็นเครื่องปรุงหลักๆ มีดังต่อไปนี้

ใบกระเพรา
 


ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร

สรรพคุณทางยา: ใบสดมีน้ำมันหอมระเหยเป็นยาแก้ขับลม ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับผายลม แก้อาการจุกเสียดในท้อง นอกยังมีฤทธิ์ลดไขมัน ลดน้ำตาล ลดความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดอุดตันและความดันโลหิตสูง

ไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้นที่รู้จักรับประทานใบกะเพราเป็นอาหารและยา ชาวเอเชียทุกชาติก็รู้จักใบกะเพราและบางชาติก็รู้จักใช้ประโยชน์จากใบกระเพราด้วย อย่างเช่นชาวอินเดียที่บูชาใบกระเพราเป็นใบไม้ศักดิ์สิทธิ์ตั้งชื่อให้ว่า โฮลลี่ เบซิลและยังใช้สมุนไพรตัวนี้ปรุงอาหารประจำวัน ซึ่งก็ไม่ต่างกับคนไทยที่อาศัยกลิ่นและรสของใบกระเพราดับกลิ่นคาวและชูรส

อบเชย
 


ประเภท: ไว้ปรุงรสอาหาร
สรรพคุณทางยา: แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ขับลม ทำให้ท้องเป็นปกติดี ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้ท้องร่วง ขับปัสสาวะ ย่อยไขมัน แก้อ่อนเพลีย มีสารต้านแบคทีเรียและสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวาน
นิยมใช้อบเชยในการทำเครื่องแกงเช่น พริกแกงกระหรี่ประเภทผัด ใช้เป็นไส้กระหรี่ปั๊ปหรือใช้ร่วมกับโป๊ยกั้กในอาหารคาวประเภทต้มเช่น พะโล้และเนื้อตุ๋น ส่วนในประเทศแถบตะวันตก มักใส่อบเชยในของหวาน เช่น ซินนามอนโรลล์ ใช้ผงอบเชยละเอียดโรยหน้ากาแฟใส่นมและนอกจากนี้ยังมีลูกอม หมากฝรั่งและยาสีฟันรสอบเชยอีกด้วย

พริกขี้หนู

ประเภท: ไว้ปรุงรสอาหาร
สรรพคุณทางยา: บรรเทาอาการไข้หวัดและการหายใจสะดวกสบายยิ่งขึ้น ลดการอุดตันของหลอดเลือด ลดปริมาณสารโคเลสเตอรอล บรรเทาอาการเจ็บปวด
พริกขี้หนูโดยปกติผลมักชี้ขึ้น มีลักษณะทั้งแบนๆ กลมยาวจนถึงพองอ้วนสั้น ขนาดของผลมีตั้งแต่ขนาดผลเล็กไปจนกระทั่งมีผลขนาดใหญ่ ผลแก่มีรสเผ็ดจัด ในการนำมาประกอบอาหารสามารถใช้ได้ทั้งในรูปพริกสด พริกแห้ง พริกป่นหรือนำมาดองกับน้ำส้ม พริกเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำพริกแกง ใช้ปรุงรสอาหารให้มีรสเผ็ดตามต้องการในอาหารไทยทุกประเภท

พริกชี้ฟ้า

ประเภท: ไว้ปรุงรสอาหาร
สรรพคุณทางยา: พริกชี้ฟ้าทำให้เจริญาอาหาร ช่วยระบบย่อยอาหารให้ดีขึ้น แก้หวัด ขับลม ช่วยสูบฉีดโลหิต บำรุงธาตุ และยังมีวิตามินเอสูง ซึ่งเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระอันก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

ตะไคร้รักษาโรคมะเร็งได้


ตะไคร้รักษาโรคมะเร็งได้
 
สมุนไพรที่ใช้ในอาหารไทยและใช้กันมากในเครื่องแกง เช่น พริกแห้ง พริกสด พริกไทย หัวหอมแดง กระเทียม ข่า ตะไคร้ เครื่องแกงบางอย่างจะใส่กระชาย ขมิ้น ขิง รากผักชีและเครื่องแกงบางอย่าง จะใส่ทั้งสมุนไพรและเครื่องเทศ คือ ลูกผักชี ยี่หร่า กานพูล อบเชย ลูกจันทน์ หรือดอกจันทน์ การใช้สมุนไพรและเครื่องเทศ ในรูปของน้ำพริกแกง จะมองไม่เห็นจะได้แต่กลิ่นในการใช้ ต้องใช้อย่างมีสัดส่วนถ้ามากเกินไปจะทำให้กลิ่นรสเป็นยา ถ้าใช้น้อยไปอาหารนั้นจะอ่อนเครื่องแกงไม่หอม นอกจากนี้สมุนไพรที่ใส่ในอาหารโดยตรง เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กระชาย หอม กระเทียม ใบสะระแหน่ พริกแห้ง พริกสด กระชาย
มื่อใดที่เกิดมีอาการวิงเวียนศีรษะ ปนคลื่นไส้อยากอาเจียน แม้จะรู้หรือไม่รู้สาเหตุ แต่อยากเร่งแก้ปัญหาเวียนหัวนั้นให้บรรเทาลงไปก่อน สามารถนำพืชสมุนไพรใกล้ตัวคู่ครัวไทย อย่าง ‘ตะไคร้‘ ที่นิยมนำไปเป็นส่วนผสมของเมนูอาหารไทยหลากหลาย อาทิ ต้มยำ ต้มข่า มาแก้อาการ ทดแทนยาดม ยาลม ยาหม่องได้
วิธีนำตะไคร้มาใช้แก้เวียนหัวนั้นแสนง่าย เพียงนำตะไคร้มาบุบตรงส่วนต้นพอแหลกให้กลิ่นโชยออกมาได้ จากนั้นนำมาสูดดมจากต้นโดยตรง หรือใช้ผ้าขาวบางห่อก่อนดม ก็ช่วยบรรเทาอาการได้แล้ว โดยกลิ่นของตะไคร้นั้นจะมีความหอมชัดเจนเฉพาะตัว คนโบราณอธิบายกลิ่นของตะไคร้ว่า กลิ่นหอม รสปร่า แต่ก็เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย
 
ปลูกตะไคร้ติดบ้านไว้ไม่เสียหาย เพราะไม่ได้มีดีแค่เติมกลิ่นสร้างรสชาติในอาหารเท่านั้น แต่ตะไคร้ยังช่วยป้องกันมะเร็งได้อีกด้วย ยืนยันแล้วจากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ตะไคร้สกัดสามารถยับยั้งอาการเริ่มแรกที่นำไปสู่โรคมะเร็งลำไส้ คือ หลุมในลำไส้ และการผิดเพี้ยนของดีเอ็นเอ การรักษาอาการเหล่านี้จะส่งผลดีแก่คนไข้มาก เพราะเป็นการรักษาก่อนที่เนื้อร้ายจะก่อตัว
จากความสำเร็จในการทดลองในหนูพบว่า ตะไคร้สกัดสามารถลดอาการผิดปกติในลำไส้ได้มากกว่า 60 % ทำให้นักวิจัยตั้งสมมุติฐานว่า ตะไคร้อาจมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ของแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งทำให้ร่างกายดูดซึมสารก่อมะเร็งน้อยลงได้ด้วย
 นอกจากนี้ยังมีอีกวิธี ใช้เหง้าหรือลำต้นตะไคร้สดที่ค่อนข้างแก่ ประมาณ 1 กำมือ ทุบพอแหลกแล้วนำไปต้มกับน้ำ เสร็จแล้วดื่มเฉพาะน้ำที่ต้มกับตะไคร้นั้น อาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้จะบรรเทาลง ใครที่เมารถ เมาเรือ นำวิธีเหล่านี้ไปใช้ด้วยได้.
 ที่มา samunpri.com

สมุนไพรช่วยให้อยากอาหาร


สมุนไพรช่วยให้อยากอาหาร
 
เเต่ถ้าได้อย่างใสรูปผมไม่เบื่อเเน่ๆครับ ลองอ่านกันดูครับ
 
       อาการเบื่ออาหาร (Anorexia Nerversa) อาจมีสาเหตุเริ่มต้นจากความเครียด อาการป่วยเรื้อรัง การพักผ่อนไม่เพียงพอหรือการอดอาหารเพื่อรูปร่างที่สวยงามหากทำต่อเนื่องก็อาจทำให้กลายเป็นโรคเบื่ออาหารได้ นอกจากนี้พฤติกรรมการกินอาหารซ้ำๆกันทุกวันก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเบื่ออาหารได้เช่นกัน
สมุนไพรที่รักษาอาการเบื่ออาหารคือ บอระเพ็ด (Heart-Leaved Moonseed) ส่วนที่นำมาใช้คือเถาหรือลำต้นสด บอระเพ็ดเป็นสมุนไพรที่มีรสขมจัด สรรพคุณที่เด่นของบอระเพ็ดคือแก้ไข้ทุกชนิด ช่วยระงับความร้อนและที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือช่วยเจริญอาหารแก้อาการเบื่ออาหาร วิธีทำให้นำเถาหรือต้นบอระเพ็ดมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้งแล้วบดให้เป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนใช้กินก่อนอาหารครั้งละ 3-4 เม็ด
ถ้าชอบแบบลูกทุ่งหน่อยก็เอาเถาหรือต้นบอระเพ็ดยาวประมาณ 2-3 คืบมาโขลกจนแตกแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มหรือจะเอาไปต้มกับน้ำสะอาด ต้มจนเหลือน้ำ 1 ใน 3 เติมน้ำผึ้งเล็กน้อยใช้ดื่มก่อนอาหาร เช้า-เย็น หรือเวลาที่มีอาการเบื่ออาหาร ข้อควรระวังคือไม่ควรใช้สมุนไพรบอระเพ็ดติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะอาจส่งผลต่อการทำงานของตับและไตได้
สะเดาบ้าน (Neem Tree) เป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่รักษาอาการเบื่ออาหารได้ ส่วนที่นำมาใช้คือ ดอกและยอดอ่อน สรรพคุณของสะเดาบ้านคือช่วยเจริญอาหารได้ดีเนื่องจากมีสาร Nimbin ที่มีรสขมช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยออกมามากขึ้นทำให้กินอาหารได้มากขึ้น วิธีใช้ให้นำยอดสะเดาและดอกสะเดามากินสดๆกับน้ำพริกหรือจะลวกก่อนแล้วกินกับน้ำปลาหวานคู่กับปลาย่างก็ได้
อาการเบื่ออาหารอาจแก้ไขได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร การนอนและการทำงาน อย่าให้ชีวิตพบกับความจำเจและความเครียด อาจลองปรุงแต่งรสชาติอาหารให้แตกต่างจากที่เคยกินบ้างหรือเติมรสเปรี้ยวหวานจากธรรมชาติให้กับลิ้นโดยการกินผลไม้บ้าง บางทีการลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่กล่าวมาแล้วจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเบื่ออาหารได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสมุนไพรเลยก็ได้
ของคุณบทความจาก

สมุนไพรสรรพคุณแก้หวัด


สมุนไพรสรรพคุณแก้หวัด
 
            ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องมีการปรับอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม ไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของอากาศภายนอก เพื่อให้การทำงานของร่างกายเป็นไปได้อย่างปกติ ศูนย์ที่ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมินี้อยู่ในสมองส่วนกลาง ซึ่งศูนย์นี้จะมีหน้าท่ควบคุมอุณหภูมิรับสัญญาณจากบริเวณต่างๆของร่างกาย และคอยควบคุมให้ร่างกายเก็บความร้อน สร้างความร้อนเพิ่มหรือลดความร้อนโดยถ่ายเทความออกไปมากขึ้น อุณหภูมิปกติของคนไม่ได้คงที่ตลอดเวลา มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในแต่ละช่วงของวัน โดยเฉพาะในช่วงค่ำ 18.00-20.00 น. อุณหภูมิมักสูงสุดและจะค่อยๆลดลงจนต่ำสุดในเวลาใกล้สว่าง 2.00-4.00 น. และจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเช่นนี้ทุกวัน การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเช่นนี้สังเกตเห็นได้ชัดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่
ไข้ เป็นอาการที่แสดงถึงความผิดปกติของร่างกาย หมายถึง สภาวะที่อุณหภูมิของร่างกายสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบาย ผิวหนังร้อน โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ลำตัว ซอกรักแร้และขาหนีบ เป็นต้น ไข้จำแนกตามระดับอุณหภูมิได้เป็น 3 ระดับ คือ
-ไข้ต่ำ อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 37.0 ํc – 38.9 ํc -ไข้ปานกลาง อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 38.9 ํc – 39.5 ํc -ไข้สูง อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 39.5 ํc – 40.0 ํc สาเหตุของไข้มีมากมาย ดังนี้คือ 1.การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และโปรโตซัว เช่น ไข้หวัด ไข้มาลาเรีย ไข้จากแผล ฝีหนอง 2.การกระตุ้นจากเหตุผิดปกติบางอย่างในร่างกายที่ไม่ใช่การติดเชื้อ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง 3.ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิมิได้รับการกระทบกระเทือนจากความผิดปกติในสมองโดยตรง เช่น เนื้องอกในสมอง เส้นเลือดในสมองแตก 4.ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิมิได้รับการกระทบกระเทือนจากเหตุภายนอก เช่น การผ่าตัด การตื่นเต้นสุดขีด เป็นต้น 5.การแพ้ยาหรือเซรุ่ม เช่น ไข้ภายหลังการให้เลือด 6.เหตุอื่นๆ เช่น การออกกำลังกายกลางแดด เป็นต้น การวัดไข้โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า เทอร์โมมิเตอร์ จะช่วยจำแนกความหนักเบาของไข้ได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่มีอุปกรณ์ให้ใช้หลังมือสัมผัสหน้าผาก ลำตัว หรือบริเวณอื่นก็พอรู้สึกได้คร่าวๆอาการไข้ที่ควรส่งโรงพยาบาล อาการไข้ ที่เกิดร่วมกับอาการต่อไปนี้จัดเป็นอาการที่เป็นอันตราย ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว คือ 1.ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว 2.คอแข็ง ก้มไม่ลง หรือทารกที่มีอาการกระหม่อมโป่งตึง 3.ขากรรไกรแข็ง อ้าปากไม่ค่อยขึ้น 4.กลัวน้ำ 5.ชัก 6.หอบหรือเจ็บหน้าอกรุนแรง 7.ผิวหนังซีดหรือเป็นสีเหลือง หรือมีจุดแดง หรือจ้ำเขียวตามตัว ปวดตามข้อหรือบวม 8.ปวดสีข้าง ปัสสาวะขุ่น
สมุนไพรลดไข้ส่วนใหญ่ จะมีฤทธิ์ลดไข้อย่างเดียว ไม่มีฤทธิ์แก้ปวดควบคู่เหมือนยาแผนปัจจุบัน และพบว่าสมุนไพรจำพวกนี้มักจะมีรสขมรับประทานยาก ทั้งวิธีใช้ส่วนใหญ่เป็นวิธีต้ม ไม่มีการกลบกลิ่น รส แต่อย่างไรก็ดี รสขมนี้สามารถทำให้การหลั่งน้ำลายเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้อยากอาหาร มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยซึ่งต้องการสารอาหารเพิ่มเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงเช่นเดิม สมุนไพรแก้ไข้ควรนำมาใช้กับอาการไข้ปานกลางหรือต่ำ และมีข้อควรระวัง ดังนี้ คือ 1.เป็นอาการไข้ที่ไม่นานเกิน 7 วัน 2.ไม่มีอาการร่วมกับไข้ที่รุนแรง เช่น หนาวสั่นมาก ปวดศีรษะรุนแรง เจ็บหน้าอก หรือปวดท้องรุนแรง 3.ไข้ที่เกิดจากการอักเสบที่ผิวหนัง เช่น แผลผุพอง ฝี นอกจากใช้ยาแก้ไข้ ให้ใช้ยาฆ่าเชื้อ พร้อมกับการทำความสะอาดแผลหรือผ่าฝี เพื่อรักษาสาเหตุ 4.ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ขวบ เพราะเด็กมีความทนต่อยาต่ำกว่าผู้ใหญ่ 5.ถ้าใช้สมุนไพรแก้ไข้นาน 3-4 วัน อาการคงเดิมหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง ควรเปลี่ยนวิธีการรักษา
สมุนไพรลดไข้ ได้แก่
บอระเพ็ด ใช้เถาสดครั้งละ 2 คืบครึ่ง หรือ 30-40 กรัม ตำคั้นเฉพาะน้ำหรือต้มกับน้ำ 3 ส่วนเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มจนหมด วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าและเย็น หรือดื่มเมื่อมีอาการ
ชิงช้าชาลี ใช้เถาสดยาว 2 นิ้วต่อครั้ง ต้มน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มก่อนอาหาร วันละ 1-2 ครั้ง หรือเมื่อมีอาการ
ย่านาง ใช้รากแห้งครั้งละ 1 กำมือ (15 กรัม) ต้มน้ำดื่มก่อนอาหาร วันละ 3 ครั้ง ลักกะจั่น ใช้แก่นที่มีสีแดงหรือที่เรียกว่า จันทน์แดง ประมาณ 5-10 ชิ้น (แต่ละชิ้นกว้างยาวประมาณ 2*3 นิ้ว) สับให้มีขนาดเล็กพอประมาณ ต้มกับน้ำ 6 ถ้วย เคี่ยวให้เหลือ 4 ถ้วย แบ่งดื่มครั้งละครึ่งถ้วยเมื่อมีไข้ หรือใช้ยาประสะจันทน์แดงชนิดผง ละลายน้ำสุกครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ
ที่มา http://www.samunpri.com/modules.php?…ealth&func=kai
            ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องมีการปรับอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม ไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของอากาศภายนอก เพื่อให้การทำงานของร่างกายเป็นไปได้อย่างปกติ ศูนย์ที่ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมินี้อยู่ในสมองส่วนกลาง ซึ่งศูนย์นี้จะมีหน้าท่ควบคุมอุณหภูมิรับสัญญาณจากบริเวณต่างๆของร่างกาย และคอยควบคุมให้ร่างกายเก็บความร้อน สร้างความร้อนเพิ่มหรือลดความร้อนโดยถ่ายเทความออกไปมากขึ้น อุณหภูมิปกติของคนไม่ได้คงที่ตลอดเวลา มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในแต่ละช่วงของวัน โดยเฉพาะในช่วงค่ำ 18.00-20.00 น. อุณหภูมิมักสูงสุดและจะค่อยๆลดลงจนต่ำสุดในเวลาใกล้สว่าง 2.00-4.00 น. และจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเช่นนี้ทุกวัน การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเช่นนี้สังเกตเห็นได้ชัดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่
ไข้ เป็นอาการที่แสดงถึงความผิดปกติของร่างกาย หมายถึง สภาวะที่อุณหภูมิของร่างกายสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบาย ผิวหนังร้อน โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ลำตัว ซอกรักแร้และขาหนีบ เป็นต้น ไข้จำแนกตามระดับอุณหภูมิได้เป็น 3 ระดับ คือ
-ไข้ต่ำ อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 37.0 ํc – 38.9 ํc -ไข้ปานกลาง อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 38.9 ํc – 39.5 ํc -ไข้สูง อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 39.5 ํc – 40.0 ํc สาเหตุของไข้มีมากมาย ดังนี้คือ 1.การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และโปรโตซัว เช่น ไข้หวัด ไข้มาลาเรีย ไข้จากแผล ฝีหนอง 2.การกระตุ้นจากเหตุผิดปกติบางอย่างในร่างกายที่ไม่ใช่การติดเชื้อ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง 3.ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิมิได้รับการกระทบกระเทือนจากความผิดปกติในสมองโดยตรง เช่น เนื้องอกในสมอง เส้นเลือดในสมองแตก 4.ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิมิได้รับการกระทบกระเทือนจากเหตุภายนอก เช่น การผ่าตัด การตื่นเต้นสุดขีด เป็นต้น 5.การแพ้ยาหรือเซรุ่ม เช่น ไข้ภายหลังการให้เลือด 6.เหตุอื่นๆ เช่น การออกกำลังกายกลางแดด เป็นต้น การวัดไข้โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า เทอร์โมมิเตอร์ จะช่วยจำแนกความหนักเบาของไข้ได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่มีอุปกรณ์ให้ใช้หลังมือสัมผัสหน้าผาก ลำตัว หรือบริเวณอื่นก็พอรู้สึกได้คร่าวๆอาการไข้ที่ควรส่งโรงพยาบาล อาการไข้ ที่เกิดร่วมกับอาการต่อไปนี้จัดเป็นอาการที่เป็นอันตราย ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว คือ 1.ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว 2.คอแข็ง ก้มไม่ลง หรือทารกที่มีอาการกระหม่อมโป่งตึง 3.ขากรรไกรแข็ง อ้าปากไม่ค่อยขึ้น 4.กลัวน้ำ 5.ชัก 6.หอบหรือเจ็บหน้าอกรุนแรง 7.ผิวหนังซีดหรือเป็นสีเหลือง หรือมีจุดแดง หรือจ้ำเขียวตามตัว ปวดตามข้อหรือบวม 8.ปวดสีข้าง ปัสสาวะขุ่น
สมุนไพรลดไข้ส่วนใหญ่ จะมีฤทธิ์ลดไข้อย่างเดียว ไม่มีฤทธิ์แก้ปวดควบคู่เหมือนยาแผนปัจจุบัน และพบว่าสมุนไพรจำพวกนี้มักจะมีรสขมรับประทานยาก ทั้งวิธีใช้ส่วนใหญ่เป็นวิธีต้ม ไม่มีการกลบกลิ่น รส แต่อย่างไรก็ดี รสขมนี้สามารถทำให้การหลั่งน้ำลายเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้อยากอาหาร มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยซึ่งต้องการสารอาหารเพิ่มเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงเช่นเดิม สมุนไพรแก้ไข้ควรนำมาใช้กับอาการไข้ปานกลางหรือต่ำ และมีข้อควรระวัง ดังนี้ คือ 1.เป็นอาการไข้ที่ไม่นานเกิน 7 วัน 2.ไม่มีอาการร่วมกับไข้ที่รุนแรง เช่น หนาวสั่นมาก ปวดศีรษะรุนแรง เจ็บหน้าอก หรือปวดท้องรุนแรง 3.ไข้ที่เกิดจากการอักเสบที่ผิวหนัง เช่น แผลผุพอง ฝี นอกจากใช้ยาแก้ไข้ ให้ใช้ยาฆ่าเชื้อ พร้อมกับการทำความสะอาดแผลหรือผ่าฝี เพื่อรักษาสาเหตุ 4.ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ขวบ เพราะเด็กมีความทนต่อยาต่ำกว่าผู้ใหญ่ 5.ถ้าใช้สมุนไพรแก้ไข้นาน 3-4 วัน อาการคงเดิมหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง ควรเปลี่ยนวิธีการรักษา
สมุนไพรลดไข้ ได้แก่
บอระเพ็ด ใช้เถาสดครั้งละ 2 คืบครึ่ง หรือ 30-40 กรัม ตำคั้นเฉพาะน้ำหรือต้มกับน้ำ 3 ส่วนเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มจนหมด วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าและเย็น หรือดื่มเมื่อมีอาการ
ชิงช้าชาลี ใช้เถาสดยาว 2 นิ้วต่อครั้ง ต้มน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มก่อนอาหาร วันละ 1-2 ครั้ง หรือเมื่อมีอาการ
ย่านาง ใช้รากแห้งครั้งละ 1 กำมือ (15 กรัม) ต้มน้ำดื่มก่อนอาหาร วันละ 3 ครั้ง ลักกะจั่น ใช้แก่นที่มีสีแดงหรือที่เรียกว่า จันทน์แดง ประมาณ 5-10 ชิ้น (แต่ละชิ้นกว้างยาวประมาณ 2*3 นิ้ว) สับให้มีขนาดเล็กพอประมาณ ต้มกับน้ำ 6 ถ้วย เคี่ยวให้เหลือ 4 ถ้วย แบ่งดื่มครั้งละครึ่งถ้วยเมื่อมีไข้ หรือใช้ยาประสะจันทน์แดงชนิดผง ละลายน้ำสุกครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ

สมุนไพรสรรพคุณบํารุงผิวหน้า


สมุนไพรสรรพคุณบํารุงผิวหน้า
 
บำรุงผิวหน้าขาวเนียน ลดรอยฝ้าจุดด่างดำ ชำระล้างสิ่งสกปรก
มะขามเปียกมีประวัติการใช้มายาวนาน ช่วยชำระสิ่งสกปรกจากผิวหนัง เพราะฤทธิ์ที่เป็นกรดอ่อนๆ ในมะขาม จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกจากผิวหนังได้ดี ปัจจุบัน ได้มีหญิงไทยจำนวนมาก ใช้มะขามเปียกผสมน้ำอุ่น และนมสดให้เข้ากันดี พอกบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นรอยด้าน เช่น ตาตุ่ม ข้อศอก ฝ่ามือ ที่มีรอยกร้านดำ และบริเวณรักแร้ ขาหนีบ เพื่อให้ผิวหนังที่เป็นรอยดำจางลง ทำให้ผิวขาวนุ่มนวลขึ้น และนมสดจะช่วยบำรุงผิว ให้นุ่มได้
สรรพคุณ : บำรุงผิว ลบรอยเหี่ยวย่น ตีนกา
ส่วนผสม : มะขามเปียก 1 กำมือนมสดรสจืด 3 ช้อนโต๊ะน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ มะขามเปียกแกะเม็ดเอารกออกแล้วล้างน้ำให้สะอาดผสมกับนมแล้วขยำให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาวบางหรือกระชอนตาละเอียด เติมน้ำผึ้งคนให้เข้ากันก็จะได้ครีมมะขามเปียก ใส่ภาชนะมีฝาปิดเก็บไว้ในตู้เย็นวิธีใช้ ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด ทาครีมมะขามเปียกทิ้งไว้ 10 นาที ล้างด้วยน้ำสะอาด สูตรข้างต้นนี้เหมาะกับคนผิวมัน ถ้าคนผิวแห้งให้ลดมะขามเปียก เพิ่มปริมาณนมสดกับน้ำผึ้งให้มากขึ้น
สูตรผสม :มะขามเปียก 1 ก้อนดินสอพอง (2-3 เม็ด)
วิธีผสม
นำมะขามเปียกและดินสอพองมาขยี้รวมจนละเอียดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้นและเหนียว ใช้สำหรับนำมาพอกกับหน้าที่สะอาดแล้วก่อนเข้านอนโดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกผิวหน้าสดชื่น และเต่งตึงขึ้นด้วยสูตรผสมนี้เป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป สามารถนำมาขัดพอกผิวหลังจากอาบน้ำทุกครั้งและทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด และไม่ต้องฟอกสบู่ตามก็ได้ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งภายในเวลาไม่ถึงเดือนจะสังเกตเห็นว่าผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้
ที่มา samunpri.com

สมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน


สมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน
 
-การักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ โดยการควบคุมการรับประทานอาหาร ลดอาหารประเภท แป้ง น้ำตาล ไขมัน ควรรับประทานอาหารที่มีเส้นใย (Fiber) เช่นผักและผลไม้เพิ่มขึ้น -ป้องการภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากดบาหวาน -ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ -ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย ระมัดระวังอย่าทำให้เกิดแผล สมุนไพรบำบัดและรักษาโรคเบาหวาน
อบเชย
 
อบเชย มีสาระสำคัญคือ (Methylhydroxy Chalcone Polymer) เมธิลไฮดรอกซี่ ซาลโคน เป็สารที่มีคุณสมบัติในการทำงานคล้ายกับฮอร์โมนอินซูลิน ช่วยเพิ่มความสามารถในการสันดาปกลูโคสให้ได้ดีมากขึ้น  ทำให้มีผลควบคุมระดับปริมาณน้ำตาลในเลือดให้ลดลง การรับทานอบเชยอย่างต่อเนื่อง ยังช่วยทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้น การใช้อบเชยควบคุมปริมาณระดับน้ำตาลในเลือดนั้น จะมีความปรฃลอดภัยมากกว่าการใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะสามารถรับทานได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีผลข้างเคียงกับร่างกาย  ภายใน 1 วัน เราควรได้รับประทาน อบเชย อย่างน้อย 1 กรัม และควรรับทานอย่างต่อเนื่อง
บอระเพ็ด
 
บอระเพ็ด มี สรรพคุณทางยาคือระงับความร้อนได้ดี สามารถแก้อาการเป็นไข้ ช่วยลดคลอเรสเตอรอล ลดน้ำตาลในเลือด ลอกรดยูริก อีกทั้งยังช่วยในการปรับสมดุลในระบบย่อยอาหารช่วยให้เจริญอาหาร ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวได้ดีขึ้น ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ คำแนะนำ การรับทานบอระเพ็ดควรทานควบคู่กับ ลูกใต้ใบ เพื่อลดพิษในตับ ลูกใต้ใบมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาว่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส ลดไข้ ช่วยยับยั้งความเป็นพิษต่อตับ ช่วยขับปัสสาวะ
มะระขี่นก
มะระขี่นกเป็นผักที่หาได้ตามพิ้นบ้านที่มีคุณค่าทางร่างกานสูงมาก คุณค่าทางอาหาร คือ ให้พลังงาน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน เส้นใย vitamin A B1 B2 C ไทอามีนและไนอาซีน สรรพคุณทางยา ลดน้ำตาลในเลือด ต้านเชื้อ HIV รักษาโรคเอดส์ ต้านเซลล์มะเร็ง แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ใช้เป็นยาขับถ่าย มีรสขมช่วยให้เจริญอาหาร มีสารสำคุญ คือ Charantin ช่วยลดน้ำตาลในเลือดและยังสามารถบำบัดรักษาโรคเบาหวานได้ ผลอ่อนมะระขี่นกมีวิตามินCสูง และเบต้าแคโรทีนสูง การทานสมุนไพรต่างๆควรศึกษาให้ดีเพราะสมุนไพรบางชนิดนำมาทานร่วมกันไม่ได้ อาจจะทำให้เกิดโทษ

สมุนไพรที่มีสรรพคุณไพรรักษาสิว


สมุนไพรที่มีสรรพคุณไพรรักษาสิว
 
ลองมาดูสมุนไพรไทยรักษาสิวกันครับ เค้าว่าได้ผลดีในระดับนึงเลยครับพี่น้อง ลองใช้ดูเเล้วกันครับ เเต่ถ้าตัวไหนเราเเพ้หรืออะไรก็อย่าไปลองครับไปหาหมดโลด เเละหมอก็เลี้ยงต่อ เอ้าไม่ใช่ละ
 
อย่างที่เรารู้ ๆ กันว่า กลไกของการเกิดสิวนั้นมีด้วยกันหลายอย่าง เช่น อารมณ์ก็ทำให้เกิดสิวได้ เครียดมากก็สิวเห่อ อาหารบางอย่างก็ทำให้มีสิวได้เหมือนกัน เครื่องสำอางยิ่งหนักถ้าใช้แล้วแพ้ ล้างไม่สะอาด ไปอุดรูขุมขน

การดูแลใบหน้าให้สวยเปล่งปลั่งนั้น ทางทีดีเราควรจะเริ่มตั้งแต่การป้องกัน ไม่ใช่เกิดปัญหาแล้วค่อยมารักษา ซึ่งปัจจุบันทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ หันมามอบความไว้วางใจให้กับสมุนไพรกันมากขึ้น ด้วยหวังว่ามันจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบหรือผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย
 
 
สมุนไพรอย่างหนึ่งที่พูดถึงกันมากในสรรพคุณของการรักษาสิวก็คือ”ว่านหางจระเข้” ซึ่งเป็นสมุนไพรจำพวกที่ใช้ใบ ภายในจะมีวุ้นใส ๆ และยางเหลือง ๆ ยางสีเหลืองตัวนี้ต้องระวัง เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ถ้าเผลอเอาไปทาจะแสบร้อน บางคนก็จะแพ้เป็นผิวผื่นคัน ซึ่งถ้าหากอยากทราบว่าเราจะแพ้หรือเปล่า ก็ให้นำว่านหางจระเข้ที่ตัดมาใหม่ ๆ ทางบริเวณท้องแขน ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ถ้ามีอาการคัน แปลว่าผิวเราแพ้
ส่วนใหญ่เราจะเห็นเขานิยมนำว่านหางจระเข้มาทาหน้า แต่ว่านชนิดนี้จะไม่เหมาะกับคนผิวหน้าแห้ง ถ้านำมาใช้เดี่ยว ๆ จะทำให้ผิวหน้าแห้งลงไปอีก ถ้าจะนำมาใช้ให้ผสมกับน้ำมันมะกอกหรือไข่แดง คนแรง ๆ ให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวนำมาพอกหน้าทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกผิวหน้าจะใส ชุ่มชื่น แต่สำหรับคนที่ผิวมันให้นำว่านที่ตัดใหม่ ๆ ไปแช่น้ำให้ยางสีเหลืองไหลออกหมดก่อนแล้วให้ลอกเอาเฉพาะวุ้นที่อยู่ข้างในมาทาหรือพอกหน้าไว้สักพัก หน้าจะตึง รูขุมขนจะถูกบีบให้เล็กลง ทำให้ความมันบนใบหน้าลดลงได้
ส่วนใครที่เป็นสิวอักเสบ ก็ไม่ควรใช้ว่านหางจระเข้เช่นกัน  เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ ใครที่มีความกังวลเรื่องฝ้า การใช้ว่านหางจระเข้แม้จะไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการป้องกันที่ดี เราสามารถนำมาทาเพื่อป้องกันรังสี UV ได้ ซึ่งเมื่อใช้เป็นประจำก็จะทำให้ปัญหาเรื่องฝ้าลดน้อยลง
นอกจากว่านหางจระเข้แล้ว ยังมีสมุนไพรอื่น ๆ อีกที่เราสามารถนำมาใช้บำรุงผิวหน้าได้ อย่างเช่น หอมแดง เมื่อเรานำมาฝานเป็นแว่น ๆ บาง ๆ นำไปทาบริเวณที่เป็นสิว รอยด่างดำ ทาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก ใช้เป็นประจำรอยสิวจะหายไป
กล้วยหอม ก็มีประโยชน์ต่อผิวพรรณเช่นกัน ถ้าเรานำกล้วยหอม 1 ผล ไปปั่นกับน้ำผึ้ง 1 ถ้วย นำมาพอกหน้าไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออกจำทำให้หน้าตาผิวพรรณสดใส ส่วนมะนาว นำมาใช้ประโยชน์ในการดูแลใบหน้าได้มากทีเดียว  เราใช้มะนาวล้างหน้าแทนสบู่หรือโฟมได้ หรืออาจจะใช้ไข่ขาว 1 ช้อนชา ดินสอพอง 2 เม็ดใหญ่ มะนาว 1 ลูก น้ำผึ้ง 1 ช้อน น้ำมันมะกอก1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันจะได้ครีมข้นนำมาพอกหน้า พอกตัวประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างออก ทำวันเว้นวัน ไม่นาน ผิวพรรณจะใสนุ่มเนียน
ข้อมูลจาก samunpri.com